10 มกราคม 2557

[Review] Pebble - iPhone & Android Smartwatch


        อันนี้เป็นของขวัญปีใหม่ที่บริษัทเอามาแจก ซึ่งเจ้าของบล็อกไม่ได้จับได้เป็นรางวัลหรอก แต่ไปซื้อต่อคนที่ได้มาอีกที

        Pebble เป็นนาฬิกาอัจฉริยะตัวแรกๆที่ทำออกมารองรับกับ iPhone และ Android เป็นโปรเจคที่ถือกำเนิดขึ้นมาจาก KickStarter ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปี 2012 มากขนาดว่าตั้งเป้าหมายไว้ที่ $100,000 แต่ตอนหมดระยะเวลาสนับสนุนโครงการนี้ Pebble ได้เงินสนับสนุนไป $10,000,000 กันเลยทีเดียว
     

        อ่านไม่ผิดหรอก $10,000,000 จริงๆ เป็น Smartwatch เปิดตัวได้แรงมากในช่วงนั้น แถมไม่เกี่ยงว่าจะต้องเป็น Android หรือ iPhone เสียด้วย


        Pebble นั้นใช้หน้าจอเป็น E-Paper Display หรือ E-Ink Display มีหน้าจอขนาด 1.26 นิ้ว ความละเอียดหน้าจอ 144 x 168 px มี LED Backlight ในตัว และหน้าจอใช้กระจกกันรอย

        ตัวนาฬิกาใช้ CPU เป็น ARM Cortex-M3 ความเร็ว 80MHz มีระบบปฏิบัติการณ์ที่เรียกว่า Pebble OS โดยเชื่อมต่อกับ Smartphone ผ่านบลูทูธ 4.0 กันน้ำได้ที่ระดับ 5 ATM สามารถใช้ลุยฝน ว่ายน้ำ เปียกน้ำได้พอประมาณ มีมอเตอร์สำหรับระบบสั่น มีเซนเซอร์วัดความเร่ง 3 แกน (3-Axis Accelerometer) เข็มทิศอิเล็กทรอนิกส์ และเซนเซอร์วัดแสง

        ตัวกล่องจะเป็นกล่องแข็งที่มีรายละเอียดของ Pebble คร่าวๆอยู่รอบตัวกล่อง



        เมื่อเปิดกล่อง (กล่องเป็นแบบฝาเลื่อนขึ้น) ก็จะพบกับเจ้า Pebble นอนรออยู่



        เจ้าของบล็อกชอบ Packaging ของตัวกล่องที่ใส่นาฬิกาดี




        Pebble จะไม่ใช่หน้าจอสัมผัสอย่างของ Sony หรือ Samsung แต่จะเป็นปุ่มกดด้านข้าง ซึ่งแต่ละปุ่มก็มีหน้าที่ดังนี้



        ฝั่งปุ่ม Back จะมีช่องสำหรับชาร์จแบตเตอรีอยู่ ส่วนอีกฝั่งก็เป็นปุ่มทั้งสามปุ่ม




        รูปร่างเวลาใส่รู้สึกเหมาะสมดี ไม่เหมือน Galaxy Gear เจ้าของบล็อกรู้สึกว่ารูปทรงมันแปลกๆเวลาใส่รู้สึกไม่ค่อยเข้า เพราะอันนั้นหน้าจอเป็น 1 : 1 ส่วน Pebble เป็น 6 : 7



        โดยเปิดมาครั้งแรกจะบังคับให้ใช้ iPhone หรือ Android เปิดแอปพลิเคชัน Pebble ขึ้นมาแล้วเชื่อมต่อกับ Pebble



        โดยค้นหาชื่อแอปพลิเคชันว่า Pebble โดยสังเกตจากชื่อผู้พัฒนาว่าจะเป็นของ Pebble Technology Corp. เพราะจะมีแอปพลิเคชันสำหรับใช้งานร่วมกับ Pebble อยู่ด้วย ระวังสับสนล่ะ



        เมื่อเปิดขึ้นมาก็จะให้ทำการเปิดบลูทูธแล้วค้นหา Pebble เพื่อเชื่อมต่อ



        เมื่อฝั่งมือถือกดเชื่อมต่อก็จะขึ้นข้อความแจ้งเตือนบน Pebble เพื่อให้กดยืนยันการเชื่อมต่อ โดยที่กดขึ้นแทนการตกลงและกดลงแทนการยกเลิก



        จากนั้นบนหน้าจอ Smartphone ก็จะแสดงหน้าแรก เลือก Get Started ก่อนละกัน



        บนหน้าจอ Pebble และ Smartphone ก็จะแสดงการอัปเดตเฟิร์มแวร์





        ก่อนจะเริ่มใช้งานจะต้องมีการเปิดการใช้งาน Pebble ใน Accessibility ที่อยู่ใน Settings ของเครื่องกันก่อน



        ก็ทำการเปิดใช้งานให้เรียบร้อยซะ



        เมื่อกลับเข้าสู่แอปพลิเคชัน Pebble ก็จะให้ทำการล็อกอิน Gmail เพื่อที่เวลามีเมลล์เข้าก็จะได้แจ้งเตือนบน Pebble ด้วย



        ต่อไปก็จะเป็นหน้าทดสอบการทำงานโดยให้กดที่ปุ่มต่างๆเพื่อทดสอบการทำงานในแต่ละอย่าง อย่างเช่นทดสอบเมลล์ ก็จะมีเมลล์ส่งเข้ามาเพื่อทดสอบว่าข้อความแจ้งเตือนที่ Pebble หรือป่าว รวมไปถึงการทดสอบ SMS และการโทรเข้าด้วยเช่นกัน



        ต่อมาก็จะเป็นหน้ากำหนดค่าให้กับ Pebble อย่างเช่นหน้าปัดนาฬิกาที่ต้องการให้แสดง โดยจะเรียกว่า Watchfaces



        ซึ่งจะเป็นการดาวน์โหลดหน้าปัดนาฬิกาจาก Smartphone แล้วจะดาวน์โหลดเข้าสู่ Pebble โดยอัตโนมัติ จากการทดสอบสะดวกมากๆ แค่เลือกแล้วก็กดแล้วก็รอแปปเดียวก็เสร็จ




        หรือจะกำหนดแอปพลิเคชันสำหรับเล่นเพลงใน Smartphone ของผู้ใช้ เวลาที่กดเล่นเพลงจาก Pebble จะให้เล่นเพลงด้วยแอปพลิเคชันอะไร



        และกำหนดการแจ้งเตือนต่างๆได้ตามต้องการ



        เมื่อตั้งค่าต่างๆเสร็จแล้วก็จะเข้าสู่หน้าแรกจริงๆของแอปพลิเคชันซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก เพราะลูกเล่นต่างๆจะไปอยู่ที่นักพัฒนาคนอื่นๆที่ทำแอปพลิเคชันสำหรับ Pebble อีกทีนึง




        ตัวอย่างหน้าจอ Pebble ในขณะที่มีการแจ้งเตือนเข้ามา





        สำหรับเพลงก็จะแสดงรายชื่อเพลงที่กำลังเล่นอยู่บนหน้าจอได้เลย



        หน้าเมนูหลักก็จะมี Music, Alarm, Watchfaces และ Settings โดยสามารถติดตั้งเพิ่มได้จากแอปพลิเคชันอื่นๆที่รองรับ Pebble




        ตัวอย่างเวลามีข้อความ Facebook แจ้งเข้ามา



        น่าเศร้าที่ภาษาไทยจะเห็นเป็นสี่เหลี่ยม (สามารถแก้ไขได้ มีคนทำไว้ให้แล้ว)



       เวลากด Enter ก็จะเป็นการเข้าสู่หน้าเมนู และเวลากด Back ออกมาเรื่อยๆจนหน้าสุดท้ายก็จะเป็นหน้าปัดนาฬิกา โดยที่การเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาไม่จำเป็นต้องเข้าไปตั้งค่าในเมนูเลย สามารถกดขึ้นลงเพื่อเปลี่ยนเป็นแบบอื่นๆที่ได้ติดตั้งไว้ได้เลย และเวลาต้องการให้ Backlight ทำงานก็เพียงแค่สะบัดข้อมือให้ Accelerometer มันรับรู้





        สำหรับแอปพลิเคชันเสริมต่างๆสำหรับ Pebble ก็เพียงเข้า Google Play แล้วค้นหาว่า Pebble ดู จะพบว่ามีแอปพลิเคชันที่ทำมาสำหรับ Pebble เต็มไปหมด อย่างเช่น สั่งกดถ่ายภาพมือถือโดยใช้ Pebble เป็นรีโมต, ปลดล็อคเครื่องด้วย Pebble หรือนาฬิกาจับเวลาเป็นต้น ซึ่งเหล่านี้อยู่ที่นักพัฒนาจะเขียนขึ้นมาเอง เพราะทาง Pebble ได้เปิดให้เข้าถึงซอฟท์แวร์กันได้เต็มที่ (Open Source)



        เมื่อติดตั้งลงเครื่องแล้วพอเปิดขึ้นมาก็จะทำการติดตั้งลงใน Pebble ให้ทันที จากนั้นก็จะเห็นเมนูสำหรับแอปพลิเคชันนั้นๆขึ้นอยู่ในหน้าเมนูของ Pebble เลย โดยจะอยู่ต่อท้ายเมนู Settings



       สำหรับอายุการใช้งานทางผู้ผลิตบอกไว้ว่าใช้ได้ถึง 5 ถึง 7 วันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งจากการทดลองของเจ้าของบล็อกพบว่าอยู่ได้ราวๆ 4 วัน ขึ้นอยู่กับการใช้งานด้วยว่าบ่อยแค่ไหน ถ้าอยากยืดอายุให้ใช้งานนานๆก็ปิดบลูทูธใน Pebble ได้ (กลายเป็นนาฬิกาธรรมดาๆ)

        ส่วนการชาร์จจะมีสายเฉพาะให้ซึ่งเป็นขั้วแม่เหล็กที่จะติดเข้าที่ช่องชาร์จของ Pebble ได้พอดิบพอดีเลย โดยจะไม่มีอะแดปเตอร์มาให้ เพราะหัวอีกด้านจะเป็น USB ซึ่งสามารถชาร์จจากอะแดปเตอร์มือถือก็ได้หรือเสียบชาร์จจากคอมก็ได้ โดยชาร์จครั้งนึงไม่นานเพราะแบตเตอรีมีความจุเพียง 130 mAh เท่านั้น ถ้าชาร์จกับคอมไม่ถึงชั่วโมงก็เต็มแล้ว




        ตัวสายเป็นแบบยางซึ่งเจ้าของบล็อกชอบแบบนี้มากกว่าสายโลหะอย่างของ Sony กับ Samsung แต่ล่าสุดทาง Pebble ก็ได้เปิดตัว Pebble Steel ที่เป็นสายโลหะแล้วเช่นกัน



        ตัวเรือนทำมาจากโพลีคาร์บอร์เนต โดยที่ด้านหลังจะมีสลักคำว่า Pebble ไว้และ Serial Number ของแต่ละเครื่อง และเครื่องหมายสัญลักษณ์ต่างๆ




        หน้าจอสู้แสงมากๆ แต่องศาในการมองต่ำ ดังนั้นถ้าจะให้ชัดที่สุดคือต้องมองตรงๆ โดยภาพข้างล่างนี้คือถ่ายหน้าจอตอนแสงส่องเข้าที่จอเต็มๆ (จริงๆนะ)



        ทดลองจุ่มน้ำดูซักหน่อย



        แต่วันต่อมาสังเหตุเห็นว่าจอหน้าจอเพี้ยนๆ น่าจะเพราะแช่น้ำนี่แหละ วิธีแก้ไม่มีซะด้วย เพราะกลุ่มผู้ใช้ด้วยกันเรียกอาการนี้ว่าจอรุ้ง...ซึ่งจะเห็นบ้างเป็นบางครั้ง



        ทำไมเจ้าของบล็อกถึงเลือก Pebble แทนที่จะเป็น Sony Smartwatch 2 หรือ Samsung Galaxy Gear?

        สำหรับเจ้าของบล็อกถือว่า Smartwatch เป็นแค่ Gadget เล็กๆน้อยๆที่จะมาเสริมการทำงาน Smartphone ในบางอย่างเท่านั้น การที่หน้าจอสีที่สัมผัสได้หรือการคุยผ่าน Smartwatch ได้เลยนั้น เจ้าของบล็อกรู้สึกว่าในตอนนี้มันยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้น นาฬิกาก็มีไว้บนแขนที่ใช้งานเล็กๆน้อยๆ ไม่อยากให้มันมาแทน Smartphone มากเกินไป แถมไม่เกี่ยงค่ายด้วยรองรับได้เกือบทั้งหมดที่เป็น iPhone และ Android

        อีกสาเหตุก็คือเรื่องอายุการใช้งานที่อยู่ได้นานถึง 5 วัน (โดยประมาณ) เพราะของ Sony หรือ Samsung ล้วนอยู่ได้ไม่รอด 3 วัน ทั้งนี้เพราะลูกเล่นที่เยอะมากจนทำให้มันกลายเป็นมากกว่านาฬิกาจนเกินไป จึงทำให้แบตเตอรีไปสิ้นเปลืองกับลูกเล่นเหล่านั้น โดยเฉพาะหน้าจอสีแบบสัมผัส



        เพิ่มเติม - ผู้ที่หลงเข้ามาอ่านหลายคนนั้นไม่รู้จักเทคโนโลยี E-paper Display หรือ E-ink Display กันซักเท่าไร คือรู้แต่ชื่อ รู้ว่ามันมีเทคโนโลยีหน้าจอนี้ แต่ไม่รู้ว่ามันมีดีอย่างไร หน้าจอแบบนี้จะประหยัดพลังงานมากกว่าหน้าจอแบบทั่วไปมาก เพราะกินไฟเฉพาะตอนที่ภาพบนหน้าจอมีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นถ้าให้มันแสดงภาพอะไรทิ้งไว้ มันจะกินน้อยสุดๆ จึงต่างจากหน้าจอทั่วไปที่เวลาแสดงภาพใดๆก็จะต้องกินพลังงานตลอดเวลา และหน้าจอแบบนี้จะให้สีคล้ายกับกระดาษจึงถนอมสายตาได้ดี และสู้แสงได้ดีมากๆ

        จึงเป็นที่มาของแบตเตอรีในตัว Pebble แค่ 130 mAh ดังนั้นในการใช้งานจริงๆถ้าอยากให้ใช้งานได้นานก็ปล่อยให้มันแสดงผลธรรมดาไว้เฉยๆก็ได้ และงดใช้หน้าปัดนาฬิกาที่เปลี่ยนภาพบนหน้าจอบ่อยๆ อย่างเช่น เจ้าของบล็อกใช้หน้าปัดแบบข้อความที่จะเปลี่ยนข้อความบนนั้นทุกๆ 1 นาที ก็หมายความว่าหน้าจอกินแบตเตอรีทุกๆ 1 นาทีเท่านั้นเอง แต่ถ้าใช้หน้าปัดอย่างเช่นเข็มนาฬิกาที่หมุนทุกๆ 1 วินาที ทำให้หน้าจอกินพลังงานทุกๆ 1 วินาที


        ในบ้านเราตอนนี้ยังไม่มีใครเอาเข้ามาขาย ต้องสั่งจากทางเว็ปเท่านั้น ราคาจะอยู่ที่ $150 ไม่รวมค่าส่งนะจ๊ะ สามารถดูรายละเอียดและสั่งซื้อได้ที่ https://getpebble.com/




เหล่าพันธมิตรแอนดรอยด์

Devahoy Layer Net NuuNeoI The Cheese Factory Somkiat CC Mart Routine Artit-K Arnondora Kamonway Try to be android developer Oatrice Benz Nest Studios Kotchaphan@Medium Jirawatee@Medium Travispea@Medium