10 กุมภาพันธ์ 2557

[Android Dev Tips] การขายแอปพลิเคชันบน Google Play


        ช่วงที่เจ้าของบล็อกเขียนบทความนี้ก็จะเป็นช่วงที่ Google Play ประกาศให้ประเทศไทยขายแอปพลิเคชันได้ไม่นานนัก ซึ่งเป็นที่น่าปลาบปลื้มสำหรับนักพัฒนาชาวไทยยิ่งนัก ในที่สุดก็สามารถหาเงินกินข้าวจากการขายแอปพลิเคชันได้โดยไม่ต้องพึ่งการขายโฆษณาในแอปพลิเคชันอีกต่อไป


        วันนี้ก็เลยขอทำบทความตามเทรนด์กันหน่อยว่าจะขายแอปพลิเคชันต้องทำอะไรบ้าง แต่ถ้าผู้ที่หลงเข้ามาอ่านยังไม่ได้สมัคร Google Play Developer มาก่อนก็ให้ไปอ่าน [Android Dev Tips] อยากจะเอา APK ขึ้น Google Play ต้องทำยังไง? ก่อนเลย

        ก่อนอื่นเลยให้เข้าไปที่ Google Play Developer Console  จากนั้นเลือกไปที่ Settings > Account details แล้วกดที่ "Set up a merchant account now" หรือถ้าใช้เมนูภาษาไทยจะเป็น การตั้งค่า > รายละเอียดบัญชี > ตั้งค่าบัญชีผู้ขายตอนนี้



        แล้วระบบจะให้ล็อกอินด้วย Google Account ใหม่อีกครั้ง



        เมื่อล็อกอินเข้ามาแล้วจะมีแบบฟอร์มให้กรอก ในส่วนของ Legal Business Address จะใส่ให้เรียบร้อยแล้ว เพราะอ้างอิงจากข้อมูลของ Google Wallet ที่เคยกรอกข้อมูลไปในตอนนั้น ดังนั้นเจ้าของบล็อกจะอธิบายเฉพาะส่วนของ Merchant Information อย่างเดียวนะ โดยจะมีรายละเอียดดังนี้

        หมายเหตุ : ของเจ้าของบล็อกเป็นภาษาอังกฤษนะ ถ้าเป็นภาษาไทยก็ให้เรียงตามลำดับได้เลย

                Customer support email : อีเมลล์สำหรับบริการลูกค้า

                Credit card statement name : ชื่อที่แสดงใน Billing เวลาซื้อแอปพลิเคชัน

                Business website : เว็ปไซต์ของผู้ที่หลงเข้ามาอ่าน (ถ้ามี)

                Primary product type : ประเภทของสินค้า (เลือก Other ก็ได้)


        จากนั้นอ่านเงื่อนไขการให้บริการให้เรียบร้อยแล้วติ๊กเลือกที่ "I have read and accept these documents" แล้วกดปุ่ม "Complete Signup"


 
        จากนั้นจะเข้าสู่หน้าแจ้งให้ทราบว่าได้ตั้งค่าบัญชีผู้ขายใน Google Wallet เสร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วให้กดไปที่ Developer Console หรือ คอนโซลนักพัฒนาซอฟท์แวร์



        เข้าไปที่เมนูเดิมอีกครั้งเพื่อดูรายละเอียดบัญชี จะเห็นว่าตรงบัญชีผู้ขายมีข้อความว่า "ใช้งานได้แล้ว" ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็จะเป็นคำว่า "Active" ให้กดที่ "ไปที่บัญชีผู้ขาย"



        ที่หน้า Google Wallet ในตัวอย่างเจ้าของบล็อกเป็นภาษาอังกฤษอยู่ ถ้าผู้ที่หลงเข้ามาอ่านใช้เป็นภาษาไทยแล้วก็จะแปลจากที่เจ้าของบล็อกพูดถึงละกันนะ

        โดยจะเห็นว่ามีข้อความกรอบสีแดงขึ้นแจ้งเตือน นั่นก็คือเจ้าของบล็อกยังไม่ได้ใส่เลขที่บัญชีที่จะใช้รับเงิน และยังไม่ได้ใส่ข้อมูลผู้ภาษีเลย



        ให้เลือกไปที่ "Payment settings" หรือ "การตั้งค่าการชำระเงิน" แล้วกดที่ปุ่ม "Add a new form of payment" หรือ "เพิ่มรูปแบบการชำระเงินใหม่"



        ให้ทำการใส่ข้อมูลการชำระเงิน โดยจะมีทั้งหมดดังนี้

                Account holder name : ชื่อเจ้าของบัญชี

                Bank name : ชื่อธนาคาร

                SWIFT-BIC : รหัสธนาคาร

                Account number : หมายเลขบัญชี

                Re-type account number : ใส่หมายเลขบัญชียืนยันอีกครั้ง


        สำหรับ Bank name และ SWIFT-BIC เจ้าของรวบรวมมาให้หมดแล้ว

                 ธนาคารกรุงเทพ
                Bank name : Bangkok Bank Public Company Limited
                SWIFT-BIC : BKKBTHBK
     
                ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
                Bank name : Bank of Ayudhya Public Company Limited
                SWIFT-BIC : AYUDTHBK

                ธนาคารกสิกรไทย
                Bank name : KASIKORNBANK Public Company Limited
                SWIFT-BIC : KASITHBK

                ธนาคารกรุงไทย
                Bank name : Krung Thai Bank Public Company Limited
                SWIFT-BIC : KRTHTHBK

                ธนาคารนครหลวงไทย
                Bank name : Siam City Bank Public Company Limited
                SWIFT-BIC : SITYTHBK

                ธนาคารไทยพาณิชย์
                Bank name : Siam Commercial Bank Public Company Limited
                SWIFT-BIC : SICOTHBK

                ธนาคารทหารไทย
                Bank name : TMB Bank Public Company Limited
                SWIFT-BIC : TMBKTHB

                ธนาคารยูโอบี
                Bank name : Union Overseas Bank (Thai)
                SWIFT-BIC : BKASTHBK


        เมื่อใส่ข้อมูลเสร็จแล้วก็ให้กดปุ่ม Save

        พอกลับมาที่หน้า "การตั้งค่าการชำระเงิน" "หรือ Payment settings" ก็จะเห็นว่ามีชื่อบัญชีที่เจ้าของบล็อกแสดงขึ้นมาแล้ว ก็เป็นอันเสร็จการเรียบร้อยในส่วนของการกำหนดบัญชีที่จะรับเงินละ



        ต่อไปให้เลือกไปที่ Merchant settings > Tax information หรือ การตั้งค่าผู้ขาย > ข้อมูลภาษี แล้วเลือกที่ "Submit tax information" หรือ "ใส่ข้อมูลภาษี"



        อย่างแรกสุดระบบจะถามก่อนว่าเป็นคนอเมริกาหรือมีที่อยู่ในอเมริกาหรือว่าเป็นบริษัทในอเมริกา เจ้าของบล็อกก็เลือก No แล้วกด Continue เพราะอยู่ประเทศไทย



        แล้วใส่ข้อมูลให้เรียบร้อย โดยข้อมูลข้างบนไม่ต้องพูดถึงละมั้ง เพราะว่าเป็นที่อยู่ จากนั้นถ้าเป็นนักพัฒนาคนเดียวก็ให้เลือกที่ Individual/Sole Proprietor แต่ถ้าเป็นบริษัทก็เลือกที่ Corporation จากนั้นที่ข้างล่างให้ใส่ชื่อของเราลงไป (เจ้าของบล็อกใส่ชื่อภาษาไทยไป เพราะตอนสมัคร Google Wallet ใส่ชื่อภาษาไทย แต่ไม่รู้จะเกี่ยวกันมั้ย) จากนั้นกดปุ่ม Submit



        เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้ว~



        กลับมาที่ Google Play Developer Console แล้วส่งแอปพลิเคชันขึ้นไปเพื่อขายได้เลย เจ้าของบล็อกข้ามขั้นตอนที่ไม่จำเป็นนะ ข้ามมาดูการกำหนดราคากันเลยดีกว่า ให้เลือกที่ Paid โดยจะมีช่องให้ใส่ราคาเป็นค่าเงินบาท (ราคารวมภาษีแล้ว)



        โดยสามารถกำหนดราคาขายต่างกันในแต่ละประเทศได้ เฉพาะประเทศที่ซื้อแอปพลิเคชันได้เท่านั้นนะ เท่าที่เห็นก็มีน้อยเหลือเกิน = =



        ในกรณีที่ขี้เกียจนั่งใส่ราคาให้กับทุกประเทศและต้องการขายในราคาเท่ากันก็จะมีปุ่ม Auto-convert price now ให้ โดยจะแปลงค่าเงินบาทที่กำหนดไว้เป็นค่าเงินในแต่ละประเทศให้โดยอัตโนมัติ



        ทำไมต้อง 32 บาท? ขายน้อยกว่านั้นไม่ได้หรือไง?

        ใช่ เพราะ Google Play กำหนดราคาขั้นต่ำไว้ที่ $0.99 เท่านั้นหรือ 32 บาทโดยประมาณนั่นแหละ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าเงิน ณ ตอนนั้นด้วย สูงสุดที่ 6,400 บาท หรือ $199.99



        จากนั้นก็กำหนดค่าอื่นๆให้เรียบร้อยแล้วเผยแพร่ซะ แล้วรอซักชั่วโมงก็จะเห็นแอปพลิเคชันขึ้นใน Google Play แล้ว อันนี้เจ้าของบล็อกกำหนดราคาไว้ที่ 32.47 บาท



        อ่ะ อยากคิดจะกดซื้อล่ะ เพราะไม่สามารถซื้อแอปพลิเคชันของตัวเองได้ XD



        เวลาที่มีคนซื้อแอปพลิเคชันก็จะแสดงในรายการของ Google Wallet Merchant ดังนี้



        โดยวงกลมแสดงสถานะจะมีสีต่างๆดังนี้

                • สีเขียว : การสั่งซื้อสำเร็จเสร็จสิ้น

                • สีเหลือง : การสั่งซื้ออยู่ในระหว่างดำเนินการ (ไม่เกิน 1 วัน)

                • สีแดง : การสั่งซื้อผิดพลาด

                • สีดำ : การสั่งซื้อถูกยกเลิกหรือคืนเงิน


        และสามารถกดเข้าไปดูรายละเอียดต่างๆของการซื้อในแต่ละรายการได้


        ORDER STATUS ที่อยู่ข้างบนจะบอกถึงสถานะของรายการนั้นๆ โดยมีสถานะต่างๆดังนี้

                • Cancelled : รายการถูกยกเลิกผ่านผู้ขาย (ผู้ขายสามารถกดยกเลิกเองได้)

                • Chargeable : กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ

                • Refunded : ผู้ซื้อขอคืนเงิน

                • Payment declined : การชำระเงินมีการผิดพลาด

                • Charged back : เรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อแล้ว

        และที่ DELIVERY STATUS จะเป็นสถานะของแอปพลิเคชันของผู้ขาย

                • Delivered : แอปพลิเคชันถูกติดตั้งให้กับเครื่องของผู้ซื้อแล้ว

                • New : พึ่งจะทำรายการอยู่ในระหว่างการติดตั้งแอปพลิเคชัน

                • Will not deliver : รายการมีปัญหาให้ตรวจสอบที่ ORDER STATUS


        รายการไหนที่เสร็จสิ้นแล้วก็จะขึ้นเป็นวงกลมเขียวๆและมีสถานะรายการดังนี้




        เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถขายแอปพลิเคชันได้แล้ว เฮ้!!! เพราะงั้นจงเขียนแอปพลิเคชันดีๆออกมาขายกันเยอะๆนะคร้าบบบบบบบบบ




เหล่าพันธมิตรแอนดรอยด์

Devahoy Layer Net NuuNeoI The Cheese Factory Somkiat CC Mart Routine Artit-K Arnondora Kamonway Try to be android developer Oatrice Benz Nest Studios Kotchaphan@Medium Jirawatee@Medium Travispea@Medium