30 ตุลาคม 2557

[Android Dev Tips] วิธีการติดตั้ง Android Studio สำหรับ Beta 0.8.14 ขึ้นไป

        ข้ามไปลงเวอร์ชัน 1.0 ได้เลยจ้า วิธีติดตั้งคนละแบบกับบทความนี้แล้ว



        สำหรับ Android Studio นั้นก็เป็น Development Tools อีกตัวหนึ่งที่ทางทีม Android นั้นใช้กัน เฉกเช่นกับ ADT (Eclipse) ซึ่งตัว Android Studio แท้จริงแล้วก็แตกหน่อออกมาจาก ADT นั่นเอง โดยสร้างขึ้นมาสำหรับ Android Development โดยเฉพาะ ซึ่งจะมี Tools ต่างๆติดตั้งมาให้เลย

        แต่เดิมนั้น Android Studio จะต้องติดตั้งเหมือนโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ทั่วไป ซึ่ง ADT นั้นเพียงแค่แตกไฟล์ไว้ที่ไหนก็ได้ ก็สามารถใช้งานได้ทันที แต่ทว่าในเวอร์ชัน Beta 0.8.14 ที่เป็นเวอร์ชันล่าสุดในตอนนี้ (ณ เวลาที่ทำบทความนี้) ได้ปรับเปลี่ยนวิธีติดตั้งโปรแกรมแล้ว ดังนั้นก็ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะทำบทความสอนวิธีการติดตั้ง Android Studio เวอร์ชันใหม่ล่าสุดนี้กันเสียที

       หมายเหตุ - ถ้าผู้ที่หลงเข้ามาอ่านที่ติดตั้ง Android Studio เวอร์ชันเก่าไว้อยู่แล้ว ให้อ่านที่บทความ [Android Dev Tips] วิธีการอัพเดท Android Studio จาก 0.8.9 ไป 0.8.14 แทนนะครับ


หัวข้อหลักในบทความ

        • ติดตั้ง Java
        • ติดตั้ง Android Studio
        • ติดตั้ง Android SDK
        • ลองทดสอบการทำงานของ Android Studio



        ก่อนจะเริ่มติดตั้งโปรแกรมก็ขอแนะนำก่อนเลยว่า "โปรดใช้เครื่องที่สเปคดีๆหน่อย" เพราะ Development Tools ของ Android นั้นไม่ใช่โปรแกรมอย่าง C-Borland ที่จะให้สเปคคอมแบบคุณปู่ทวดสามารถรันได้ โดย Android Studio นั้นพัฒนาขึ้นมาจาก Java จึงบอกได้เลยว่าถ้าเครื่องไม่แรงก็ต้องอดทนเอานะจ๊ะ

        สำหรับโปรแกรมที่ต้องติดตั้งสำหรับ Android Studio จะมีด้วยกัน 3 อย่าง ดังนี้

        • Java Development Kit
        • Android Studio
        • Android SDK
     
        เพิ่มเติม - เมื่อก่อน Android Studio จะ Built-in Android SDK มาให้ในตัว แต่สำหรับเวอร์ชัน Beta 0.8.14 ขึ้นไปกลับไม่มีให้แล้ว ต้องไปติดตั้งแยกเองอีกที (ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงก็จะมาอัพเดทให้)



ติดตั้ง Java

        อย่างที่บอกในตอนแรกว่า Android Studio นั้น Based on Java เพราะงั้นจึงต้องมี JDK หรือ JRE ในเครื่องเพื่อให้สามารถทำงานได้ ซึ่ง Android Studio จะใช้เป็น JDK หรือ JRE ก็ได้ แต่ในบทความนี้จะยกตัวอย่างเป็นการติดตั้ง JDK ไปเลยเนอะ

        และในบทความนี้เจ้าของบล็อกใช้ Windows 8.1 Pro 64-bit นะครับ ถ้าใช้ OS ที่ต่างกันไปก็ปรับตัวเอาเองนะ (ถ้าเป็น Mac OS ก็ไม่ต้องลง Java เพราะมันมีในตัวอยู่แล้ว)

        สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การดาวน์โหลดแต่อย่างใด แต่จะให้ไปเช็คจากในเครื่องก่อนว่าเคยติดตั้งแล้วหรือยัง เพราะบ่อยครั้งที่ไม่ได้เช็คก่อนแล้วไปลงซ้อนกับของเก่า (มีผลแค่ของเก่า ลงใหม่ไปก็เท่านั้น) ดังนั้นให้ไปเช็คก่อนว่าติดตั้งแล้วหรือยัง และเป็นเวอร์ชันเก่าหรือป่าว


        ในปัจจุบันได้มี Java 8 ปล่อยออกมา ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้ง Java 8 และ Java 7 และให้ดูด้วยว่า Update เท่าไร อย่าให้เก่าเกินไป (เพราะอัพเดทใหม่ก็เพื่อปิดช่องโหว่ของ Java นั่นเอง) และถ้าอยากลงของใหม่แทนที่มีอยู่แล้วก็ให้ลบออกให้หมดก่อน แล้ว Restart เครื่องทีหนึ่งก่อน

        เมื่อพร้อมจะติดตั้งใหม่แล้ว (ถ้ามีอยู่แล้วก็ข้ามไป) ก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ Java SE Downloads[Oracle]



        จากนั้นก็จะมีตัวติดตั้งให้เลือกดาวน์โหลดสำหรับระบบปฏับัติการต่างๆ โดยจะต้องติ๊กเลือกที่ช่อง Accept License Agreement ก่อน เพื่อยอมรับในข้อตกลงการใช้งาน ถึงจะดาวน์โหลดได้



        เมื่อดาวน์โหลดเสร็จแล้วก็เปิดไฟล์ขึ้นมาเพื่อติดตั้งได้เลย



        เมื่อเปิดขึ้นมาแล้วก็กด Next เพื่อ Setup ได้เลย



        แล้วจะมีรายชื่อโปรแกรมที่ต้องติดตั้ง ไม่ต้องตั้งค่าอะไรเพิ่มเติม ให้กดปุ่ม Next เพื่อติดตั้งได้เลย




        เมื่อติดตั้ง JDK เสร็จแล้ว โปรแกรมก็จะทำการติดตั้ง JRE ต่อ ให้กดปุ่ม Next เพื่อดำเนินการต่อได้เลย




        เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วก็ให้กดปุ่ม Close เพื่อจบการติดตั้งได้เลย


        ติดตั้ง JDK และ JRE เสร็จเรียบร้อยแล้ว~!



ติดตั้ง Android Studio

        จะเรียกว่าติดตั้งก็ไม่เชิง เพราะตอนนี้แค่ดาวน์โหลดมาลงเครื่องก็ใช้ได้เลย แต่ก็ขอเรียกว่าติดตั้งละกันเนอะ ^ ^

        สำหรับ Android Studio ในตอนนี้บอกไว้ก่อนเลยว่ามันยังเป็นตัว Beta นะจ๊ะ (ไว้มัน Release เมื่อไร ข้อความตรงนี้ก็จะเปลี่ยนอีกที ฮ่าๆ) ดังนั้นอะไรก็ไม่แน่ไม่นอน เพราะว่าถ้าเข้าไปตาวน์โหลดตามปกติที่ Get the Android SDK [Android Developers] ก็จะเห็นว่ายังเป็น 0.8.6 อยู่ (พอลงก็จะมีอัพเดทไปเป็น 0.8.14 อยู่ดี)



        แต่สำหรับการดาวน์โหลด 0.8.14 โดยตรงจะต้องเข้าไปดาวน์โหลดใน Android Studio Beta Channel [Android Tools Project Site] แทน ซึ่งเวลาดูว่ามีอัพเดทอะไรใหม่บ้างก็จะดูกันที่นี่แหละ



        มีให้ดาวน์โหลดทั้ง Windows, Mac และ Linux นะเออ



        เมื่อดาวน์โหลดมาแล้วก็ให้เอาไว้ที่ในก็ได้ในเครื่อง ไม่แนะนำให้ไว้ใน C:/ เพราะว่า Android Studio ไม่จำเป็นต้องติดตั้ง ดังนั้นไว้ D:/ หรือ E:/ ก็ได้ (ถ้ามี) เวลาที่เครื่องมีปัญหาหรือต้องลง Windows ใหม่ก็จะได้ไม่ต้องติดตั้งใหม่ (เลี่ยง Folder ที่เป็นชื่อภาษาไทย) แล้วทำการแตกไฟล์ออกมาซะ



        จะได้ออกมาเป็น Folder ที่ชื่อว่า android-studio สามารถแก้ชื่อได้ตามใจชอบ



        เปิดเข้าไปข้างในแล้วเปิดเข้าไปใน Folder ที่ชื่อว่า bin อีกที



        ข้างในจะพบกับ studio.exe กับ studio64.exe ซึ่งก็คือ EXE สำหรับ 32-bit และ 64-bit นั่นเอง เนื่องจากเจ้าของบล็อกใช้ Windows 8.1 Pro 64-bit ดังนั้นก็ต้องเปิดโปรแกรมจาก studio64.exe

        อ๊ะๆ อย่าพึ่งเปิด ทำ Shortcut ไว้ที่ Desktop ไว้ก่อน


        Android Studio พร้อมใช้งานแล้ว



ติดตั้ง Android SDK

        เนื่องจากทีม Android ไม่ได้ยัด Android SDK ไว้ใน Android Studio เหมือนเวอร์ชันก่อนๆ ดังนั้นก็จะต้องดาวน์โหลดเตรียมไว้เอง (แต่เชื่อว่าน่าจะ Built-in ไว้ใน Android Studio ให้ในเวอร์ชันหลังๆ)

        ดังนั้นในตอนนี้ก็ต้องดาวน์โหลดมาลงเองกันไปก่อน โดยเข้าไปดาวน์โหลดกันได้ที่ Download [Android Developers] ถ้าสังเกตดีๆมันก็คือหน้าดาวน์โหลด ADT หรือ Android Studio นั่นแหละ เพียงแต่ว่าข้างล่างจะมีเมนูย่อยที่ซ่อนไว้อยู่ ให้คลิกเลือกที่ GET THE SDK FOR AN EXISTING IDE แล้วกดเลือกที่ Download the stand-alone Android SDK Tools for Windows



        เมื่อดาวน์โหลดเสร็จแล้วก็กดเปิดขึ้นมาซะ เพื่อทำการติดตั้ง (แต่เอาเข้าจริง Android SDK ก็เป็นประเภทไม่ต้องติดตั้งนะ แต่ทีม Android ดันทำเป็น EXE เพื่อติดตั้งมาให้)



        เมื่อเข้าสู่หน้า Android SDK Tools Setup แล้วก็กดปุ่ม Next ได้เลย



        โดย Android SDK จะมีการเช็คว่าเครื่องติดตั้ง JDK ไว้หรือไม่ (นี่คือสาเหตุที่ต้องลง JDK ทั้งๆที่ Android Studio ใช้แค่ JRE ก็ได้) โดยจะ Path ไปที่ java.exe ของ JRE หรือ JDK ที่ติดตั้งไว้ในเครื่อง จากตัวอย่างของเจ้าของบล็อกก็คือพบ java.exe ที่ JDK 7 Update 67 ที่ได้ติดตั้งไว้



        ในกรณีที่ Android SDK แจ้งหาว่า ไม่เจอ ทั้งๆที่พึ่งจะลงไปเมื่อกี้ ให้ลอง Restart เครื่องก่อนแล้วค่อยลองใหม่



         แต่ถ้ายังหาไม่เจอก็ให้เปิด Properties ของ My Computer ขึ้นมา (หรือที่เรียกกันว่า System Windows นั่นแหละ) ให้กดที่ Advanced system settings ที่อยู่ซ้ายมือของหน้าต่าง


        อะไรนะ!? ยังใช้ Windows XP อยู่และหาเมนูที่ว่าไม่เจอ? 

        ถึงจุดนี้แล้วเจ้าของบล็อกถือว่าไม่แนะนำให้รัน Android Studio บน Windows XP นะครับ เพราะบอกไปแล้วว่าต้องใช้สเปคพอสมควร และถ้าเคร่ืองสเปคดีจริงก็ควรจะใช้ Windows 7 ขึ้นไปได้แล้วครับ ดังนั้นจะไม่มีขั้นตอนของ Windows XP แล้วนะจ๊ะ เพื่อลดความวุ่นวายของ Windows รุ่นเก่าๆ


        จะมีหน้าต่าง Environment Variables แสดงขึ้นมา ให้กดที่ปุ่ม New อันข้างล่าง




        เข้าเปิด Windows Explorer ขึ้นมา แล้วเข้าไปยัง Path ของ JDK หรือ JRE ที่ได้ติดตั้งไว้ (ถ้าลง JDK ก็ Path ไปที่ JDK และถ้าลง JRE อย่างเดียวก็ใช้ Path ของ JRE ก็ได้) โดยปกติจะติดตั้งไว้ที่ C:/Program Files/Java/..... ก็ให้ Copy Path ของ Folder ดังกล่าวไว้ ยกตัวอย่างเช่น C:/Program Files/Java/jdk1.7.0_67



        กลับไปที่หน้าต่าง New System Variable ให้ใส่ช่อง Variable name ว่า JAVA_HOME ส่วน Variable Value ให้ใส่ Path ของ JDK หรือ JRE ที่ได้ Copy เก็บไว้



        จะเห็นว่า Variable ที่ได้เพิ่มเข้าไป มาอยู่ใน System variables เรียบร้อยแล้ว ก็ให้กด OK เพื่อปิดหน้าต่างให้หมด แล้ว Restart เครื่องรอบนึงก่อน



        จากนั้นให้ลองติดตั้ง Android SDK ใหม่ก็จะพบว่า โปรแกรมเจอ java.exe ตาม Path ที่ได้กำหนดไว้แล้ว



        กลับมาสู่ขั้นตอนการติดตั้ง Android SDK กันต่อ~!! ให้กด Next เพื่อไปต่อ แล้วหน้าถัดมาเลือก Install for anyone using this computer



        สำหรับ Path ที่จะติดตั้งให้อิงจากที่โปรแกรมเลือกไว้เลยละกัน กด Next เพื่อไปต่อได้เลย



        Start Menu Folder ก็ไม่ต้องตั้งค่าอะไร กด Install เพื่อเริ่มติดตั้งได้เลย



        รอโปรแกรมติดตั้งจนเสร็จ เมื่อเสร็จแล้วก็กดปุ่ม Next




        โปรแกรมจะมีช่องติ๊กเลือก Start SDK Manager (to download system images, etc.) ให้เอาเครื่องหมายถูกออก แล้วกด Finish เพราะว่าเดี๋ยวจะให้ย้าย Folder ของ Android SDK ไปไว้ที่อื่นแทน



        ให้เข้าไปเปิด Folder ตาม Path ที่ได้ลง Android SDK ไว้  เดิมจะอยู่ที่ C:\Program Files (x86)\Android สำหรับ 64-bit และ C:\Program Files\Android สำหรับ 32-bit



        ให้ Copy มาไว้ที่เดียวกับ Android Studio ที่ได้ติดตั้งไว้ได้เลย



        ส่วน Android SDK ที่ติดตั้งไว้ล่ะ? ก็ลบทิ้งซะ!!! (เปิดเข้าไปในนั้นจะเจอ uninstall.exe ให้กดลบได้)




        เมื่อลบทิ้งเสร็จแล้ว ทีนี้ Android SDK ที่จะใช้งานก็จะอยู่ที่เดียวกับ Folder ของ Android Studio (ก็อย่างที่บอกว่ามันไม่ต้องติดตั้งก็ใช้ได้ แต่ทีม Android ดันทำเป็นตัว EXE มาให้ติดตั้ง) ก็เข้าไปเปิดไฟล์ที่ชื่อว่า SDK Manager.exe ขึ้นมา (ตอนเปิดอาจจะโผล่ขึ้นมาช้านิดนึง ไม่ต้องรีบร้อนกดซ้ำนะ)




        Android SDK นั้นเป็นชุดพัฒนาสำหรับอุปกรณ์แอนดรอยด์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น Android Phone, Android Tablet, Android Wear หรือ Google Glass ซึ่งทั้งสามารถเลือกติดตั้งได้ตามใจชอบ (เพราะถ้าเค้าลงมาให้ทั้งหมด ก็อาจจะได้นั่งโหลดกันทั้งวันทั้งคืน)

        เมื่อพึ่งจะติดตั้งมาใหม่ๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ Update ของเดิมที่มีอยู่ และติดตั้งอันที่จำเป็นเพิ่มเข้าไป ซึ่งจะเห็นว่ามีการเลือกให้อัตโนมัติแล้ว

        สำหรับ Android SDK Tools, Android SDK Platform-tools และ Android SDK Build-tools นั้นเป็นหัวใจสำคัญหลักในการ Development ซึ่งต้องติดตั้งไว้อยู่แล้ว โดยอิงจากเวอร์ชันล่าสุดที่มีอยู่ (เลือกให้อัตโนมัติ)


        ส่วนต่อมาที่สำคัญๆก็จะเป็น SDK ของแอนดรอยด์ในเวอร์ชันต่างๆที่ต้องการพัฒนา โดยให้อิงจากเวอร์ชันล่าสุดเป็นหลัก ซึ่งในตอนนี้เป็น Android 5.0 (API 21) และไม่จำเป็นต้องติดตั้งทั้งหมด โดยเลือกติดตั้งแค่ Documentation, SDK Platform, ARM System Image, Google APIs และ Sources for Android SDK ก็พอ


        หมายเหตุ - ไม่จำเป็นต้องลงทุกเวอร์ชันนะ เพราะเวอร์ชันใหม่สุดจะรองรับเวอร์ชันเก่าๆอยู่แล้ว ถ้าลงไว้ทุกเวอร์ชันก็ลบออกเถอะ เปลืองพื้นที่เปล่าๆ (เกือบ 6GB แน่ะ) และ Android 4.4W.2 (API 20) เป็นของ Android Wear ที่เป็น Smartwatch นะเออ ถ้าไม่ได้ทำแอพฯบนนั้นก็ไม่ต้องไปลง


        และต่อมาเป็นส่วนเสริมหรือที่เรียกว่า Extras ไม่ว่าจะเป็น USB Driver สำหรับ ADB Interface Driver ในเครื่องตระกูล Nexus หรือ Google Play Services ที่เป็น Library สำหรับแอพฯที่จะใช้งาน Google Services บางตัว เป็นต้น


        วิธีการติดตั้งก็ไม่ยาก ให้ติ๊กเลือกอันที่ต้องการติดตั้งแล้วกดที่ปุ่ม Install .. packages... 



        จะมีหน้าต่าง Choose Packages to Install เพื่อให้กดยอมรับข้อตกลงการใช้งาน โดยให้กดที่ Accept License ได้เลย จะเห็นว่ารายชื่อ Package ที่จะติดตั้งที่อยู่ทางซ้ายมือเป็นเครื่องหมายถูกต้องสีเขียวหมดแล้ว จากนั้นก็กด Install ได้เลย~



        จากนั้นก็รอทำการติดตั้งจนเสร็จ (ขึ้นอยู่กับความเร็วอินเตอร์เน็ต จำนวน Package ที่ติดตั้ง และเครื่องที่ใช้)



        เพิ่มเติม - กรณีที่ติดตั้ง Android SDK ไว้ที่ C:/ บน Windows 8 ขึ้นไป อาจจะติดปัญหา Permission ให้แก้ปัญหาด้วย [Android Dev Tips] Android Studio ติดปัญหา Update ไม่ได้ หรือว่าจะย้ายไฟล์ Android Studio กับ Android SDK ไปไว้ที่อื่นที่ไม่ใช่ C:/ ก็ได้นะ

        และถ้ามีหน้าต่างแจ้งเตือนว่า Download interrupted: bad record MAC ก็ให้ดาวน์โหลดใหม่จนกว่าจะได้นั่นแหละ


        เมื่อติดตั้งครบหมดแล้วก็ปิด Android SDK Manager ได้เลย



ลองทดสอบการทำงานของ Android Studio 

        เปิด Android Studio ขึ้นมาเลยจ้า



        โปรแกรมจะมีการถามว่าต้องการ Import Settings ของ Android Studio มั้ย มีไว้สำหรับผู้ที่หลงเข้ามาอ่านที่เคยใช้เวอร์ชันก่อนหน้าแล้วมีไฟล์ Settings อยู่แล้ว แต่ในกรณีนี้ถือว่าเป็นมือใหม่ เพราะงั้นเลือกที่ I do not have a previous version of Android Studio or I do not want to import my settings แล้วกด OK


        และจะมีถามหา Android SDK เพราะว่าโปรแกรมหาไม่เจอ (ก็แหงสิ เล่นย้ายไปเอง )



        ก็เลือก Path ให้เรียบร้อยแล้วกด OK



        เท่านี้ Android Studio ก็พร้อมใช้งานแล้ว










        การใช้งานครั้งแรก เมื่อสร้างโปรเจคขึ้นมาจะต้องมีการ Build Gradle เพื่อดาวน์โหลดไฟล์สำคัญๆสำหรับโปรเจค ซึ่งจะใช้เวลาค่อนข้างนานมากถึงมากที่สุด แต่เมื่อสร้างโปรเจคครั้งต่อไปก็จะเร็วขึ้น (ก็ยังนานอยู่ดี)

        สำหรับวิธีการใช้งานหรือการเขียนโปรแกรมก็ไปหาอ่านกันต่อเองนะครับ เพราะบทความนี้เป็นแค่การติดตั้งโปรแกรม Android Studio เพียงอย่างเดียว


        ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงวิธีการติดตั้งในเวอร์ชันใหม่ๆ ไว้เจ้าของบล็อกจะเข้ามาทยอยอัพเดทให้เรื่อยๆนะครับ

        ขอให้สนุกหรรษากับการพัฒนาแอพฯบนแอนดรอยด์นะครับ XD




เหล่าพันธมิตรแอนดรอยด์

Devahoy Layer Net NuuNeoI The Cheese Factory Somkiat CC Mart Routine Artit-K Arnondora Kamonway Try to be android developer Oatrice Benz Nest Studios Kotchaphan@Medium Jirawatee@Medium Travispea@Medium