06 ตุลาคม 2557

[Review] LG G Watch เมื่อ Android Wear ได้ถือกำเนิดขึ้นมา



        สำหรับ Android Trends ในช่วงนี้ก็คงไม่พ้นกับเรื่อง Android L และ Android Wear ที่ถูกเปิดตัวขึ้นมาในงาน Google I/O 2014 ซึ่งในบทความนี้ก็จะขอรีวิวคร่าวๆกับ LG G Watch ที่เป็น Android Wear รุ่นแรกสุดที่เปิดตัวในงานดังกล่าวพร้อมๆกับอีกสองตัวด้วยกันคือ Samsung Gear Live และ Moto 360

        โดยเจ้า LG G Watch (ต่อไปจะขอเรียกแค่ G Watch พอ) ก็ไม่ใช่ของเจ้าของบล็อกแต่อย่างใด เพราะว่ายืมคุณ Wittaya Assawasathain จาก Google Developer Group Thailand มาทดลองเล่นดู ซึ่งตอนนั้นกำลังทำข้อมูลเกี่ยวกับ Android Wear เพื่อเป็นหัวข้อพูดใน Android Dev Talk #2 บน YouTube On Air และไหนๆก็ได้มาเล่นแล้วไม่อยากให้เสียเปล่า ก็เลยจับมาทำรีวิวด้วยซะเลย~


เกรินกันก่อนกับ Android Wear

        สำหรับ Android Wear นั้นเรียกได้ว่าเกิดมาเพื่อเป็น Second Screen ให้กับ Android Phones เลยก็ว่าได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระการหยิบมือถือขึ้นมาใช้งานอยู่บ่อยๆโดยไม่จำเป็น ดังนั้น Android Wear จึงทำงานในบางอย่างที่สามารถทดแทน Android Phone ได้พอสมควร ถึงแม้ว่าจะมาช้าไปหน่อย เพราะในปัจจุบันนี้ก็มี Smartwatch หลายๆตัวที่เข้ามาอยู่ในตลาดแล้ว อย่างเช่น Pebble, Sony Smartwatch 2 หรือ Samsung Galaxy Gear Fit เป็นต้น แต่ด้วยการที่มันเป็น Android Wear นี่แหละที่จะทำให้รู้สึกว่าน่าสนใจกว่าตัวอื่นๆ



        สำหรับ Android Wear นั้นจะใช้ OS ที่เป็น Android แต่ทว่าเป็นเวอร์ชันที่เรียกว่า Android 4.4W ซึ่งเป็น Android 4.4 สำหรับ Android Wear โดยมี API Version เป็น 20 (Android 4.4 KitKat มี API Version เป็น 19) ถ้าพูดกันง่ายๆมันก็เปรียบเสมือน Android 4.4 Lite Version นั่นเอง ซึ่งจะตัดบางอย่างที่ไม่จำเป็นสำหรับ Android Wear ออกไป อย่างเช่น ตัด Edit Text ออกไป, ตัด WiFi ออก, ตัด Web View ออก และอื่นๆอีกมากมาย

        ถึงแม้จะโดนตัดออกไปหลายๆอย่าง แต่ก็ยังคงมีสิ่งที่ทำให้เจ้าของบล็อกสนใจในตัว Android Wear อยู่ นั่นก็คือการพัฒนาแอพฯบน Android Wear นั้นยังเหมือนเดิมกับที่ทำบน Android Device หรือก็คือ มันลง APK ได้นั่นเอง!!


        อาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาๆสำหรับผู้ใช้ทั่วไป แต่สำหรับนักพัฒนาด้วยกันแล้ว มันจะช่วยประหยัดระยะเวลาในการพัฒนาเป็นอย่างมาก เพราะมีพื้นฐานบน Android Device เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถ้าเป็น Smartwatch บน Platform อื่นๆ ผู้ที่หลงเข้ามาอ่านจะต้องเขียนทั้งแอพฯแอนดรอยด์ แล้วก็ศึกษาวิธีการเขียนแอพฯบน Smartwatch นั้นๆเพิ่มเติม แต่ถ้าเป็น Android Wear ล่ะก็ ขอแค่เขียนแอพฯแอนดรอยด์ได้ก็ไม่มีปัญหา แค่รู้ว่า API ใดที่ไม่รองรับบน Android Wear


รูปร่างหน้าตา ชื่อแซ่ตระกูล

        สำหรับเจ้า G Watch นั้น เจ้าของบล็อกก็คงจะไม่อวยอะไรมาก เพราะผู้ที่หลงเข้ามาอ่านก็คงจะรู้กันอยู่แล้วว่าเจ้าของบล็อกอวยตัวไหนอยู่ XD

        ตัววัสดุทำด้วยพลาสติกและสายเป็นแบบยาง หน้าจอเป็นสี่เหลียมผืนผ้าแนวตั้งมุมมน โดยมีสองสีให้เลือกคือ สีดำ (Black Titan) กับสีขาว (White Gold) ซึ่งเจ้าของบล็อกรู้สึกว่าสีขาวสวยกว่านะ แต่เสียดายที่กรอบข้างหน้าเป็นสีดำอยู่ ถ้าเป็นสีขาวหรือออกทองไปเลยน่าจะเข้ากันกว่านี้ (ที่ได้มาลองเล่นเป็นสีดำนะจ๊ะ)


        โดยจะมาคู่กับแท่นชาร์จ (Charging Dock) ที่เป็น Pogo Pin 5 ขา ซึ่งการชาร์จก็จะต้องชาร์จผ่านแท่นตัวนี้ทุกครั้ง (ทำหายมาก็ซวยไปนะคร้าบ) และที่แท่นชาร์จจะมีช่อง Micro USB ให้เสียบเพื่อชาร์จผ่านอะแดปเตอร์อีกทีหนึ่ง (ใช้ร่วมกับอะแดปเตอร์มือถือได้ตามปกติ)




        สำหรับ Pogo Pin ก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัยว่าทำไมมีถึง 5 ขั้ว ทั้งๆที่การชาร์จแบบดังกล่าวไม่จำเป็นต้องใช้เยอะขนาดนั้น ซึ่งจริงๆแล้วก็มีไว้ Debug สำหรับ Development นั่นเอง (เพราะงั้นจะ Root, CWM หรือ Custom Rom ก็ได้!!) แต่ Secure ADB Debugging จะไปแสดงบน Android Phone แทนนะ



คุณสมบัติโดยรวมของ LG G Watch

        • Operation System : Android 4.4W
        • CPU : Qualcomm Snapdragon 400 (MSM8226) ARM Cortex-A7 Quad Core 1.2 GHz
        • GPU : Adreno 305
        • RAM : 512MB
        • ROM : 4GB
        • Screen : จอ IPS ขนาด 1.65 นิ้ว ความละเอียด 280 x 280 px
        • Connection
                • Bluetooth 4.0
                • Micro USB ผ่านแท่นชาร์จ (Charging Cradle)
        • Battery : 400mAh
        • Sensor :
                • Hardware Sensor
                        • Accelerometer
                        • Gyroscope
                        • Magnetic Sensor
                • Software Sensor
                        • Orientation Sensor
                        • Rotation Vector
                        • Game Rotation Vector
                        • Linear Acceleration
                        • Gravity Sensor
                        • Significant Motion
                        • Step Detector
                        • Step Counter
                        • Geomagnetic Rotation Vector
        • Other
                • กันน้ำกันฝุ่น IP67



การใช้งาน

        สำหรับ Android Wear นั้นจะมีวิธีการใช้งานที่ Simplify มากๆ เน้นการปัดซ้ายขวาขึ้นลงเป็นหลัก ทั้งนี้เพราะหน้าจอที่มีขนาดแค่ 1.65 นิ้ว ดังนั้นจึงไม่ควรมีอะไรจุกจิกบนหน้าจอที่ทำให้ใช้งานลำบาก


        สำหรับปุ่มจะสังเกตเห็นว่าเน้นกดง่ายเป็นหลัก โดยแสดงแค่หนึ่งปุ่มต่อหนึ่งหน้า มีตัวหนังสือใหญ่ชัดเจน เน้น Detail น้อย กดโดนง่าย เพราะว่ารายละเอียดของข้อความหรือการทำงานเพิ่มเติมจะถูกเรียกให้แสดงบนมือถือ บน Android Wear เป็นเพียงเสมือนตัวแจ้งเตือนและสั่งงานคร่าวๆเท่านั้น


        และในกรณีที่เป็นพวก List View ก็จะถูกกำหนดให้แสดงเหลือแค่ครั้งละ 3 แถวเท่านั้น



        และข้อความที่แสดงอยู่ในหน้าหลักก็จะมาจาก Notification ที่อยู่บนมือถือนั่นเอง โดยจะ Sync ระหว่างกันตลอดเวลา



        ที่เจ้าของบล็อกชอบก็คือเวลาที่ลบ Notification ทิ้งบน G Watch ก็จะส่งผลให้บนมือถือลบ Notification ตัวนั้นทิ้งด้วยเช่นกัน หรือลบจากมือถือทิ้ง บน G Watch ก็จะเคลียร์ Notification นั้นทิ้งด้วยเช่นกัน


        ซึ่งต่างจาก Pebble ที่เจ้าของบล็อกใช้อยู่ เพราะว่าต่อให้ลบ Notification บน Pebble ไปจนหมดแล้ว ก็ยังต้องมานั่งกดเคลียร์บนมือถืออยู่ดี


        สำหรับหน้าต่างเพิ่มเติมที่ซ่อนอยู่ใต้ Notification (ตรงนี้เรียกว่า Action) ก็จะไปแสดงบน G Watch ให้โดยอัตโนมัติ โดยเลื่อนไปทางขวามือของ Notification ตัวนั้นๆ



        สำหรับการพิมพ์ข้อความบน G Watch คงจะไม่สะดวกนักซักเท่าไร ดังนั้น Android Wear จึงมี Voice Recognize เพื่อให้ผู้ใช้พูดแทนการพิมพ์ แต่ก็ต้องทำใจเล็กน้อยที่ระบบดังกล่าวยังไม่รองรับภาษาไทย





        แต่ทว่าผู้ที่หลงเข้ามาอ่านก็ย่อมรู้กันอยู่แล้วว่า Voice Recognize น่ะ มันไม่ได้ Perfect 100% ซะขนาดนั้น ดังนั้นก็ใช่ว่าพูดแล้วจะออกมาตรงเป๊ะ เพราะในบางครั้งผู้ใช้ก็อาจจะอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงรบกวนมาก หรือไม่สะดวกที่จะพูด

        ซึ่งทางทีมงาน Android ก็ไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่ Voice Recognize ทั้งหมดอยู่แล้ว ดังนั้นจึงทำให้ระบบมีตัวเลือกอยู่ข้างล่างให้ด้วย เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกแทนการพูดได้ทันที




        ส่วนหน้าปัดนาฬิกาหรือ Watchface ก็สามารถเปลี่ยนได้ตามใจชอบ รวมไปถึงการโหลดแอพฯจากมือถือเพื่อเพิ่มเข้ามาได้




        สำหรับแอพฯที่ลงไว้ในตัวเครื่องก็จะอยู่ในเมนู Start ซึ่งมีแอพฯ เบื้องต้นให้ประมาณหนึ่ง และสามารถลงเพิ่มเติมผ่านมือถือได้ด้วย




     สามารถดูแผนที่นำทางจากบนนี้ได้ แต่ว่าข้อมูลดังกล่าวจะส่งมาจากมือถืออีกทีหนึ่ง ดังนั้นถ้าไม่ต่อมือถือไว้ก็คือจบข่าว...



        สำหรับ LG G Watch จะมีการแสดงหน้าจอแบบปกติและ Dimming ก็คือเน้นพื้นหลังสีดำ ซึ่งจะแสดงผลแบบนี้เพียงแค่ซักพักเท่านั้นแหละ แล้วก็จะปิดหน้าจอลงเมื่อไม่มี Interactive ใดๆ




        เวลาหน้าจอดับอยู่ แล้วอยากจะเปิดดูบางอย่างในจอก็สามารถปาดนิ้วขึ้นหรือลงจากขอบจอเข้ามาในจอมันก็จะติดให้เอง หรือทำท่ายกนาฬิกามาดูก็ได้ เพราะว่า Android Wear ได้วาง Gesture ไว้ว่าถ้าอยู่ในมุมที่กำหนดไว้ หน้าจอก็จะติดทันที


        โดยหน้าจอจะอยู่แค่มุมตามวีดีโอเท่านั้นนะ ดังนั้นถ้ายกขึ้นมาดูเอียงๆ หรือนอนอยู่แล้วยกนาฬิกามาดูก็จะไม่ติดให้โดยอัตโนมัตินะ เพราะว่ามุมไม่เหมือนกัน

        สำหรับความสว่างของหน้าจอ G Watch ถือว่าไม่ค่อยถูกใจเจ้าของบล็อกซักเท่าไร เพราะว่าตอนที่เจอแดดแรงๆแล้วแทบจะมองไม่เห็นเลย (ไม่ได้มองสะท้อนกับแสงตรงๆนะ) ต้องเพ่งพอสมควรจะความสว่างน้อยมากว่าเทียบกับแดดถึงแม้ว่าจะปรับความสว่างสูงสุดแล้วก็ตาม



        ส่วนตอนกลางคืนก็ยังรู้สึกว่าสว่างเกินไปอยู่ ถึงแม้ว่าจะปรับความสว่างต่ำสุดแล้วก็ตาม


        และน่าเสียดายว่า G Watch ไม่มี Auto Brightness ให้ เพราะไม่มี Light Sensor ดังนั้นความสว่างที่ว่านี้ก็คือต้องปรับ Manual เอาเอง


        ในการใช้งานจริงก็พบว่าต้องชาร์จวันต่อวันจริงๆ เพราะแบตลดค่อนข้างไว (ขึ้นอยู่กับหน้าจอทั้งนั้น) ส่วนการต่อกับมือถือทั้งวันไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด เพราะการเปิดบลูทูธทั้งวันจะกินแบตแค่ราวๆ 5% ต่อวันเท่านั้น (ผู้ที่หลงเข้ามาอ่านที่กังวลว่าเปิดบลูทูธแล้วเปลืองแบตก็หายกังวลได้) และเจ้าของบล็อกใช้ Pebble ที่ต้องเปิดบลูทูธทั้งวันอยู่แล้วก็เลยไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากนัก

        ส่วนการใช้งานเกือบทั้งหมดบน G Watch เรียกได้ว่าต้องต่อกับมือถือถึงจะเห็นประโยชน์สูงสุดก็ว่าได้ โดยมีประโยชน์มากเมื่อดู Notification เข้ามาบนมือถือ เพราะบางอย่างที่ไม่น่าสนใจก็ลบหรือปิดทิ้งได้ทันทีจาก G Watch ส่วนอันไหนที่น่าสนใจก็สั่งให้เปิดจากบนมือถือได้เลยเช่นกัน ดังนั้นจึงทำให้ G Watch ทำหน้าที่เป็น Second Screen สำหรับมือถือได้ดีเป็นอย่างยิ่ง


        ไม่ขอสรุปดีกว่า เพราะว่า G Watch เจ้าของบล็อกได้มาเล่นไม่ค่อยนานแล้วก็เอามาใช้เป็นเนื้อหาสอนในเรื่อง Android Wear Development มากกว่า ดังนั้นจึงได้เล่นไม่ค่อยเต็มที่ซักเท่าไรนัก ก็ขออภัยด้วยที่ข้อมูลไม่ค่อยแน่นมากนัก

        ขอตัดจบบทความเพียงเท่านี้นะจ๊ะ แล้วรอดูเจ้าของบล็อกอวยกันแบบสุดๆได้ในรีวิว Moto 360 นะเออ~





เหล่าพันธมิตรแอนดรอยด์

Devahoy Layer Net NuuNeoI The Cheese Factory Somkiat CC Mart Routine Artit-K Arnondora Kamonway Try to be android developer Oatrice Benz Nest Studios Kotchaphan@Medium Jirawatee@Medium Travispea@Medium