20 กรกฎาคม 2558

[Android Code] มาใช้ Google Location Services API กันเถอะ



        ทุกวันนี้ผู้ที่หลงเข้ามาอ่านยังเขียน Location Provider เองอยู่หรือป่าว? เจ้าของบล็อกเชื่อว่านักพัฒนาในบ้านเรามากกว่า 50% ยังคงทำแบบนั้นอยู่ แต่รู้หรือไม่? ว่าตอนนี้ในเว็ป Android Developer ได้แนะนำว่าให้เลิกใช้วิธีแบบนั้นได้แล้ว และเปลี่ยนไปใช้ Google Location Services API แทน

        บทความนี้เจ้าของบล็อกจะมาแนะนำให้รู้จัก Google Location Services API เพื่อให้ผู้ที่หลงเข้ามาอ่านเลิกใช้วิธีแบบเดิมๆ และเปลี่ยนมาใช้วิธีที่ง่ายกว่าและมีประสิทธิภาพดีกว่าที่ทาง Google แนะนำนะครับ

พื้นฐานคร่าวๆเกี่ยวกับ Location Provider

        ถึงแม้ว่าจะแนะนำให้ใช้ Google Location Services API ไปเลย แต่ก็ควรรู้พื้นฐานของ Location Provider บนแอนดรอยด์กันด้วย จึงขออธิบายคร่าวๆให้ได้อ่านกันก่อนจะไปเริ่มใช้งาน Google Location Services API

        Location Provider ที่ใช้กันในแอนดรอยด์จะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบคือ GPS Provider และ Network Provider

        GPS Provider เป็นการใช้ GPS Module ที่อยู่ในอุปกรณ์แอนดรอยด์ โดย GPS จะอ้างอิงตำแหน่งด้วยดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบๆโลก ซึ่งมีข้อดีคือมีความแม่นยำสูง (ถ้า GPS เครื่องไหนดีๆก็คลาดเคลื่อนไม่เกิน 10 เมตร) แต่ข้อเสียก็คือใช้เวลาในการค้นหาตำแหน่งค่อนข้างนาน ไม่สามารถใช้ภายในอาคารหรือที่อับสัญญาณได้ จะคลาดเคลื่อนได้ง่ายเพราะต้องรับสัญญาณจากดาวเทียม และใช้พลังงานเยอะ

        Network Provider เป็นการใช้สัญญาณจาก Cellular หรือ  WiFi ในการอ้างอิงตำแหน่ง เพราะเสาสัญญาณแต่ละตัวจะติดตั้งไว้ที่ตำแหน่งตายตัวและมีขอบเขตจำกัด จึงทำให้ระบุได้คร่าวๆว่าอยู่ที่บริเวณไหน ซึ่งมีข้อดีคือจับตำแหน่งได้ไวเพราะสื่อสารกับเสาสัญญาณ ณ จุดนั้นๆ แต่ข้อเสียคือความแม่นยำต่ำ มีความคลาดเคลื่อนสูง (100 เมตรขึ้นไป)


        จะเห็นว่า Provider ทั้ง 2 แบบนั้นมีข้อเสียและข้อดีที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับงานว่าต้องการใช้งานแบบไหน แต่ก็สามารถใช้งานร่วมกันได้ ซึ่งจะเรียกว่า Fused Provider (เดี๋ยวอธิบายให้ทีหลัง)

Fused Provider = Network Provider + GPS Provider

        เมื่อข้อดีและข้อเสียของทั้งคู่นั้นตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง เพื่อให้ Location Provider ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีการจับ Provider ทั้ง 2 แบบมาทำงานร่วมกัน เพื่อให้ได้ตำแหน่งรวดเร็วที่สุดและแม่นยำที่สุด

        โดยในช่วงแรกๆที่ GPS Provider ยังระบุตำแหน่งไม่ได้ ก็จะเป็นการระบุตำแหน่งด้วย Network Provider แทนไปก่อน และเมื่อ GPS Provider จับตำแหน่งได้แม่นยำแล้วก็จะใช้ตำแหน่งจาก GPS Provider แทน

        ซึ่งวิธีนี้มีประสิทธิภาพมาก ติดแค่อย่างเดียว

        "เปลืองแบตมาก"

ปัญหาเดิมๆกับ Location Provider ที่ยังคงเป็นกันอยู่ 

        ทุกวันนี้การเรียกใช้งาน Location Provider หรือที่ชอบเรียกกันว่า GPS ก็ยังมีนักพัฒนาหลายๆคนยังคงใช้คลาส Location ที่อยู่ใน android.location เพื่อเรียกใช้งาน Location Provider

        Location Provider เป็นการทำงานอีกอย่างหนึ่งที่ "กินแบต" และจะ "กินแบตมากขึ้น" ถ้าจัดการมันไม่ดีพอ ลองถามตัวเองดูว่าแอปพลิเคชันของคุณมีการใช้งาน Location Provider อยู่หรือไม่ และถ้าใช้อยู่ คิดว่าโค๊ดที่ใช้ในตอนนี้มันจัดการกับ Location Provider ได้ดีพอแล้วหรือป่าว?

        ดีพอหรือป่าวไม่รู้ เพราะทำตามในอินเตอร์เน็ต แค่มันใช้งานได้ก็พอแล้วนี่?

        นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้การใช้งาน Location Provider ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะข้อมูลในอินเตอร์เน็ตแค่บอกว่าทำตามแล้วใช้งานได้ แต่ไม่ได้บอกว่ามันจะเป็น Best Practice ในการใช้งาน Location Provider

        โค๊ดของผู้ที่หลงเข้ามาอ่านแค่สั่งให้มันทำงาน แล้วไม่ได้จัดการอะไรต่อ และมันยังคงทำงานอยู่ถึงแม้จะปิดแอปพลิเคชันไปแล้วใช่มั้ย?

เลิกเถอะครับ Location Provider ที่แย่ๆ

        ในการใช้งาน Location Provider ไม่ได้มีแค่เรียกใช้งานตามต้องการแล้วก็จบ แต่ควรจัดการกับมันให้ดีๆด้วย เรียกใช้งานเฉพาะเวลาที่จำเป็น กำหนดความแม่นยำให้เหมาะสมกับงาน และอื่นๆ เพื่อไม่ให้แอปพลิเคชันที่ผู้ที่หลงเข้ามาอ่านสร้างขึ้นมา กลายเป็นแค่ตัวสูบแบตที่ทำให้ผู้ใช้ต้องกดลบทิ้ง

        จึงทำให้ทีมแอนดรอยด์เข็น API สำหรับเรียกใช้งาน Location Provider ออกมาให้นักพัฒนาได้ใช้งานกัน โดยยัดมันลงไปใน Google Play Services โดยมีชื่อเรียกว่า Google Location Services API

ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายด้วย Google Location Services API

        โดยปกติแล้ว Google Play Services ที่ติดตั้งอยู่ในแอนดรอยด์แทบจะทุกเครื่อง ณ ตอนนี้ก็มีการเรียก Location Provider เป็นระยะๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการทำงานสำหรับแอปพลิเคชันของ Google อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Google Maps, Google Fit, Google Plus และอื่นๆอีกหลายตัว


        แต่ถ้าจะให้ทุกๆตัวเรียกใช้งาน Location Provider แยกกันก็คงทำให้สูบแบตไม่น้อย ดังนั้นเค้าจึงรวมเป็น API ไว้ใน Google Play Services ซะเลย เพื่อที่ว่าจะได้เรียกใช้งานจากที่เดียวเลย รวมไปถึงเปิดให้นักพัฒนาแอปฯต่างๆเข้าใช้งานได้ด้วย

       ซึ่ง Google Location Services API มีข้อดีก็ตรงที่นักพัฒนาไม่ต้องจัดการเรื่อง Battery/Performance Optimizing เลย เพราะ API ตัวนี้จัดการให้หมดแล้ว


เริ่มใช้งาน Google Location Services API


        ก่อนอื่นเริ่มจากเพิ่ม Dependencies ของ Google Location Services API ลงใน build.gradle ก่อนเลย

compile 'com.google.android.gms:play-services-location:7.5.0'

        และ Permission ที่ต้องประกาศมีเพียงแค่ 2 ตัว ที่ไม่จำเป็นต้องประกาศทั้ง 2 ตัว

<uses-permission android:name="android.permission.ACCESS_FINE_LOCATION" />
<uses-permission android:name="android.permission.ACCESS_COARSE_LOCATION" />

        ประกาศแค่ตัวใดตัวหนึ่ง? 

        ใช่ครับ ขึ้นอยู่กับว่าต้องการความแม่นยำของตำแหน่งผู้ใช้งานมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเดี๋ยวเจ้าของบล็อกจะอธิบายให้ฟังทีหลังนะ ตอนนี้ประกาศทั้ง 2 ตัวไปก่อนก็ได้

เชื่อมต่อกับ Google Api Client ก่อนทุกครั้ง

        ในการใช้งาน API ใดๆใน Google Play Service ส่วนใหญ่จะต้องเชื่อมต่อกับ Google API Client ก่อนทุกครั้ง (แต่ Google Maps API ไม่ต้อง) โดยจะมีรูปแบบคำสั่งดังนี้

GoogleApiClient googleApiClient = new GoogleApiClient.Builder(Context context)
        .addApi(LocationServices.API)
        .addConnectionCallbacks(ConnectionCallbacks callback)
        .addOnConnectionFailedListener(OnConnectionFailedListener listener)
        .build();
googleApiClient.connect();

        นี่คือคำสั่งสำหรับการเชื่อมต่อ Google API Client เพื่อใช้งาน Google Location Services API นะครับ ถ้าจะเชื่อมต่อกับบริการอย่างอื่นด้วยก็อาจจะต้องมีคำสั่งอื่นเพิ่มเข้ามาด้วย

        เมื่อเอาไปใช้งานจริงๆก็จะเป็นแบบนี้ (ยาวหน่อยนะ)

MainActivity.java
import android.support.v7.app.AppCompatActivity;
import android.os.Bundle;

import com.google.android.gms.common.ConnectionResult;
import com.google.android.gms.common.api.GoogleApiClient;
import com.google.android.gms.location.LocationServices;

public class MainActivity extends AppCompatActivity implements GoogleApiClient.ConnectionCallbacks, GoogleApiClient.OnConnectionFailedListener {

    private GoogleApiClient googleApiClient;

    @Override
    protected void onCreate(Bundle savedInstanceState) {
        super.onCreate(savedInstanceState);
        setContentView(R.layout.activity_main);

        googleApiClient = new GoogleApiClient.Builder(this)
                .addApi(LocationServices.API)
                .addConnectionCallbacks(this)
                .addOnConnectionFailedListener(this)
                .build();
    }

    @Override
    public void onStart() {
        super.onStart();
        googleApiClient.connect();
    }

    @Override
    public void onStop() {
        super.onStop();
        if (googleApiClient != null && googleApiClient.isConnected()) {
            googleApiClient.disconnect();
        }
    }

    @Override
    public void onConnected(Bundle bundle) {
        // Do something when connected with Google API Client
    }

    @Override
    public void onConnectionSuspended(int i) {
        // Do something when Google API Client connection was suspended
    }

    @Override
    public void onConnectionFailed(ConnectionResult connectionResult) {
        // Do something when Google API Client connection failed
    }
}

        ในการเชื่อมต่อกับ Google API Client จะต้องมีการกำหนดค่าต่างๆก่อน เช่น

        addApi กำหนดว่าจะเชื่อมต่อกับ API ตัวไหนของ Google Play Services
        addConnectionCallbacks กำหนด Callback สำหรับสถานะการเชื่อมต่อกับ Google API Client
        addConnectionFailedListener กำหนด Listener เมื่อเชื่อมต่อกับ Google API Client ไม่สำเร็จ

        แล้วจบท้ายด้วยคำสั่ง build() เพื่อสร้าง Instance ของ Google API Client ขึ้นมา และเริ่มเชื่อมต่อด้วยคำสั่ง connect()

        ส่วน Callback และ Listener เจ้าของบล็อกประกาศ Implement ไว้ที่ MainActivity ไปเลย ซึ่งจะได้ Method มาทั้งหมด 3 ตัวด้วยกัน

        onConnected เป็น Method ของ ConnectionCallback ทำงานเมื่อเชื่อมต่อกับ Google API Client ได้สำเร็จ
        onConnectionSuspended เป็น Method ของ ConnectionCallback ทำงานเมื่อการเชื่อมต่อกับ Google API Client ถูกยกเลิกกลางคัน
        onConnectionFailed เป็น Method ของ OnConnectionFailedListener ทำงานเมื่อไม่สามารถเชื่อมต่อกับ Google API Client

        รวมไปถึง Handle การเชื่อมต่อกับ Google API Client ในเวลาที่แอปพลิเคชันเกิด onStart และ onStop ด้วย โดยย้ายคำสั่ง connect() ไปไว้ใน onStart เพื่อให้เชื่อมต่อทุกครั้งเวลาที่กลับเข้ามาใช้งานแอปพลิเคชัน และใช้คำสั่ง disconnect เพื่อยกเลิกการเชื่อมต่อทุกครั้งใน onStop หรือ onDestroy (ออกจากแอปพลิเคชัน)

เรียกใช้งาน Location Services เมื่อเชื่อมต่อกับ Google API Client ได้แล้ว

        เรียกใช้งานตรงไหนรู้มั้ยครับ?

        ก็แหงสิ ต้องเรียกใช้งาน Location Services ใน onConnected แล้วสิ ส่วน Method อีกสองตัวที่เหลือก็มีไว้ Handle เมื่อ Google API Client ใช้งานไม่ได้ (ตรงนี้เจ้าของบล็อกจะไม่พูดถึง)

        ก่อนจะใช้งาน Location Services ทุกครั้งให้ตรวจสอบก่อนว่า Location Provider บนอุปกรณ์แอนดรอยด์เครื่องน้ันๆเปิดอยู่หรือไม่ เพราะผู้ใช้หลายๆคนชอบปิดเพื่อประหยัดแบตกัน

LocationAvailability locationAvailability = LocationServices.FusedLocationApi.getLocationAvailability(googleApiClient);
if(locationAvailability.isLocationAvailable()) {
    // Call Location Services
} else {
    // Do something when Location Provider not available
}

        ถ้าพร้อมใช้งานแล้วก็ให้ใช้คำสั่ง Location Services ได้เลย แต่ถ้าไม่ได้เปิดให้ใช้งานก็ให้แจ้งผู้ใช้งานซะว่า Location Provider ใช้ไม่ได้นะ หรือจะทำให้กดเพื่อไปหน้าเปิดใช้งาน Location Provider ก็ได้นะ เดี๋ยวพอผู้ใช้กดเปิดแล้วกลับมาเข้าแอปพลิเคชัน onStart ก็จะทำงานอีกครั้งและ Google API Client ก็จะเชื่อมต่อใหม่โดยอัตโนมัติเอง



        เมื่อ Location Provider พร้อมใช้งานแล้วก็เรียก Location Services ด้วยคำสั่งประมาณนี้

LocationRequest request = new LocationRequest()
        .setPriority(LocationRequest.PRIORITY_HIGH_ACCURACY)
        .setInterval(5000);
LocationServices.FusedLocationApi.requestLocationUpdates(GoogleApiClient client, LocationRequest request, LocationListener listener);

        สิ่งแรกที่ควรมีเลยคือ Location Request เพื่อตั้งค่าสำหรับ Location Provider เช่น ความแม่นยำ ระยะเวลาในการทำงาน อ่านพิกัดได้กี่ครั้งแล้วหยุดทำงาน เป็นต้น

LocationRequest setExpirationDuration(long millis)
LocationRequest setExpirationTime(long millis)
LocationRequest setFastestInterval(long millis)
LocationRequest setInterval(long millis)
LocationRequest setNumUpdates(int numUpdates)
LocationRequest setPriority(int priority)
LocationRequest setSmallestDisplacement(float smallestDisplacementMeters)

        setExpirationDuration กำหนดว่าจะให้อ่านพิกัดเป็นระยะเวลานานเท่าไร (หน่วยเป็นมิลลิวินาที)
        setExpirationTime กำหนดว่าจะให้อ่านพิกัดจนถึงเมื่อไร โดยนับเวลาตั้งแต่เปิดเครื่องขึ้นมา (หน่วยเป็นมิลลิวินาที)
        setFastestInterval กำหนดระยะเวลาในการอ่านพิกัดแต่ละครั้งที่เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ (หน่วยเป็นมิลลิวินาที)
        setInterval กำหนดระยะเวลาในการอ่านพิกัดแต่ละครั้ง (หน่วยเป็นมิลลิวินาที)
        setNumUpdates จำนวนครั้งในการอ่านพิกัด
        setPriorty กำหนดความสำคัญในการอ่านข้อมูล ซึ่งมีผลไปถึงการใช้แบตเตอรีของเครื่องด้วย
        setSmallestDisplacement ระยะทางขั้นต่ำที่จะให้อ่านพิกัดใหม่อีกครั้ง


        Location Request จะช่วยให้กำหนดขอบเขตการทำงานของ Location Provider ได้ เพราะในบางครั้งแอปพลิเคชันอาจจะไม่จำเป็นต้องรู้พิกัดแม่นยำมากก็ได้ เช่น แค่อยากรู้ว่าอยู่เขตไหนในกรุงเทพ เป็นต้น แต่คำสั่งสำคัญที่อยากให้ดูกันก็คือ setPriority ที่เอาไว้กำหนดความแม่นยำในการทำงาน

        LocationRequest.PRIORITY_BALANCED_POWER_ACCURACY
        เน้นการอ่านพิกัดโดยใช้พลังงานที่เหมาะสม แต่ก็ได้ความแม่นยำพอสมควร โดยพิกัดที่ได้จะมีความแม่นยำในระยะ 100 เมตร (รู้ว่าอยู่ถนนอะไร)

        LocationRequest.PRIORITY_HIGH_ACCURACY
        เน้นการอ่านพิกัดโดยให้ได้ความแม่นยำสูงสุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งจะเปลืองแบตมากที่สุด (รู้ว่ายืนอยู่ตรงไหน)

        LocationRequest.PRIORITY_LOW_POWER
        เน้นการอ่านพิกัดโดยใช้พลังงานน้อยที่สุด ความแม่นยำจะต่ำมาก คลาดเคลื่อนได้มากถึง 10 กิโลเมตร (อยู่ว่าอยู่เขตไหน ตำบลไหน)

        LocationRequest.PRIORITY_NO_POWER
        เป็นการอ่านพิกัดแบบ Passive คือไม่มีการสั่งให้ Google Play Services อ่านพิกัด แต่จะรอจนว่า Google Play Services จะอ่านพิกัดตามการทำงานปกติจึงค่อยนำข้อมูลนั้นมา Update ซึ่งการทำงานแบบนี้จะไม่ทำให้ใช้พลังงานเพิ่ม แต่ Interval ของข้อมูลจะนานมาก

        ยกตัวอย่างการกำหนด Location Request

import com.google.android.gms.location.LocationRequest;

...

LocationRequest mRequest = new LocationRequest()
        .setPriority(LocationRequest.PRIORITY_HIGH_ACCURACY)
        .setInterval(5000);
        .setFastestInterval(1000);

        จากตัวอย่างนี้กำหนดว่าอ่านพิกัดแบบแม่นยำที่สุด โดยจะอ่านพิกัดทุกๆ 5 วินาที แต่ถ้าเครื่องสามารถจับพิกัดได้ก่อน ก็จะอ่านพิกัดทันทีทุกๆ 1 วินาที

        และสมมติว่ากำหนดแค่ Priority ล่ะ?

import com.google.android.gms.location.LocationRequest;

...

LocationRequest mRequest = new LocationRequest();
mRequest.setPriority(LocationRequest.PRIORITY_LOW_POWER);

        ถ้ากำหนด Location Request แบบนี้จะทำให้ Location Provider อ่านพิกัดเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นแล้วก็หยุดทำงาน เพราะว่าไม่มีการกำหนด Interval

        ดังนั้นควรถ้าต้องการให้อ่านพิกัดตลอดเวลาก็อย่าลืมกำหนด Interval ด้วยนะครับ

        หลังจากกำหนด Location Request เสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะเรียกใช้งาน Location Services ด้วยคำสั่ง

LocationServices.FusedLocationApi.requestLocationUpdates(GoogleApiClient client, LocationRequest request, LocationListener listener)

        จะเห็นว่าต้องกำหนด Google API Client และ Location Request ซึ่งประกาศไว้เรียบร้อยแล้ว เอามากำหนดในคำสั่งนี้ได้เลย และในการทำงานของ Location Services จะมี Listener ที่ชื่อว่า Location Listner เพื่อรับค่าพิกัดที่อ่านได้จากเครื่อง

        โดย Location Listener จะมี Method ที่ชื่อว่า onLocationChange ด้วย เพื่อบอกให้รู้ว่าได้พิกัดของเครื่องแล้ว โดยค่าที่ส่งมาจะอยู่ในคลาส Location อีกที

LocationListener listener = new LocationListener() {
    @Override
    public void onLocationChanged(Location location) {
        // Do something when got new current location
    }
};


        กลับมาที่โค๊ดของเจ้าของบล็อก จะใช้วิธี Implement คลาส LocationListener ไว้ที่ MainActivity เลย ได้ออกมาประมาณนี้

MainActivity.java
import android.location.Location;
import android.support.v7.app.AppCompatActivity;
import android.os.Bundle;

import com.google.android.gms.common.api.GoogleApiClient;
import com.google.android.gms.location.LocationAvailability;
import com.google.android.gms.location.LocationListener;
import com.google.android.gms.location.LocationRequest;
import com.google.android.gms.location.LocationServices;

public class MainActivity extends AppCompatActivity implements GoogleApiClient.ConnectionCallbacks, GoogleApiClient.OnConnectionFailedListener, LocationListener {

    ...

    @Override
    public void onConnected(Bundle bundle) {
        LocationAvailability locationAvailability = LocationServices.FusedLocationApi.getLocationAvailability(googleApiClient);
        if(locationAvailability.isLocationAvailable()) {
            LocationRequest locationRequest = new LocationRequest()
                    .setPriority(LocationRequest.PRIORITY_HIGH_ACCURACY)
                    .setInterval(5000);
            LocationServices.FusedLocationApi.requestLocationUpdates(googleApiClient, locationRequest, this);
        } else {
            // Do something when location provider not available
        }
    }

    ...

    @Override
    public void onLocationChanged(Location location) {
        // Do something when got new current location
    }
}

        จากตัวอย่างนี้จะอ่านพิกัดด้วยความแม่นยำสูงสุดทุกๆ 5 วินาที โดยจะส่งค่าที่อ่านมามาที่ onLocationChanged

        และถ้าอยากให้ Location Services หยุดทำงานก็มีคำสั่ง

removeLocationUpdates(GoogleApiClient client, LocationListener listener)

        จากตัวอย่างโค๊ดของเจ้าของบล็อก ถ้าอยากจะหยุดทำงานก็ใช้คำสั่งแบบนี้

removeLocationUpdates(googleApiClient, this)

ต้องหยุด Location Services เมื่อแอปพลิเคชันหยุดทำงานหรือไม่?

        เนื่องจาก Location Services จะทำงานเรื่อยๆตามที่กำหนดไว้ ดังนั้นถ้าแอปพลิเคชันหยุดทำงาน Location Services ก็ควรจะหยุดทำงานเช่นกันใช่มั้ยล่ะครับ

        แต่สำหรับ Location Services ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น เพราะว่าตัวมันเองผูกเข้ากับ Google API Client อยู่แล้ว ถ้า Google API Client หยุดทำงาน มันก็จะหยุดทำงานเช่นกัน

        ดังนั้นคำสั่ง disconnect ของ Google API Client ที่ใส่ไว้ใน onStop ก็จะเป็นการสั่งให้ Location Services หยุดทำงานไปในตัว

@Override
public void onStart() {
    super.onStart();
    googleApiClient.connect();
}

@Override
public void onStop() {
    super.onStop();
    if (googleApiClient != null && googleApiClient.isConnected()) {
        googleApiClient.disconnect();
    }
}

        และเมื่ออยากให้กลับมาทำงานใหม่อีกครั้งก็ใช้แค่เพียงคำสั่ง connect เท่านี้ Location Services ก็จะทำงานทันที เพราะในตัวอย่างนี้กำหนดให้ Location Services ทำงานเมื่อ Google API Client เชื่อมต่อเรียบร้อยแล้วนั่นเอง

        เพิ่มเติม ในกรณีที่อยากให้ Location Services ทำงานเมื่อต้องการ เช่น กดปุ่ม ก็แค่ย้ายคำสั่ง Location Request และ Location Services ไปไว้ในที่ที่ต้องการแทน

กำหนด Permission แค่ตัวไหนตัวหนึ่งตามที่จะใช้งานพอ

        จากที่เจ้าของบล็อกบอกในตอนแรกว่า Permission สำหรับ Location Provider มีด้วยกัน 2 ตัว แต่ทว่าไม่ต้องประกาศทั้งคู่ ให้ดูว่า Priority ที่กำหนดใน Location Request เป็นแบบไหน

        PRIORITY_HIGH_ACCURACY
        ให้ประกาศ Permission เป็น

<uses-permission android:name="android.permission.ACCESS_FINE_LOCATION" />


        PRIORITY_BALANCED_POWER_ACCURACY
        PRIORITY_LOW_POWER
        PRIORITY_NO_POWER
        ให้ประกาศ Permission เป็น

<uses-permission android:name="android.permission.ACCESS_COARSE_LOCATION" />

        ถ้าในแอปพลิเคชันมีการใช้งาน Location Provider ด้วย Priority ทั้งสองแบบก็สามารถประกาศ Permission คู่กันไว้ได้เลย


อ่านค่าพิกัดได้แล้วก็เอาไปใช้งานได้เลย

        จากที่บอกไปว่าเมื่อได้ค่าพิกัดแล้ว Method ที่ชื่อว่า onLocationChanged จะทำงานทันที โดยจะมีคลาส Location ให้ดึงข้อมูลไปใช้งาน

@Override
public void onLocationChanged(Location location) {
    String provider = location.getProvider();
    double latitude = location.getLatitude();
    double longitude = location.getLongitude();
    double altitude = location.getAltitude();
    float accuracy = location.getAccuracy();
    float bearing = location.getBearing();
    float speed = location.getSpeed();
    long time = location.getTime();
}

        คลาส Location ไม่ได้มีแค่ค่าละติจูดหรือลองติจูดให้ใช้งานเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลอื่นๆที่ได้จาก Location Provider อีกด้วย เช่น ระดับความสูงจากผิวน้ำทะเล, ทิศทางอิงตามเข็มทิศ และความเร็วในการเคลื่อนที่ เป็นต้น

สรุปโค๊ดตัวอย่างในบทความนี้

build.gradle (Module: app)
apply plugin: 'com.android.application'

android {
    compileSdkVersion 22
    buildToolsVersion "22.0.1"

    defaultConfig {
        applicationId "com.akexorcist.googlelocationapi"
        minSdkVersion 14
        targetSdkVersion 22
        versionCode 1
        versionName "1.0"
    }
    buildTypes {
        release {
            minifyEnabled false
            proguardFiles getDefaultProguardFile('proguard-android.txt'), 'proguard-rules.pro'
        }
    }
}

dependencies {
    compile fileTree(dir: 'libs', include: ['*.jar'])
    compile 'com.android.support:appcompat-v7:22.2.1'
    compile 'com.google.android.gms:play-services-location:7.5.0'
}


activity_main.xml
<RelativeLayout xmlns:android="http://schemas.android.com/apk/res/android"
    android:layout_width="match_parent"
    android:layout_height="match_parent"
    android:gravity="center">

    <TextView
        android:id="@+id/text_view"
        android:layout_width="wrap_content"
        android:layout_height="wrap_content"
        android:text="Hello World" />

</RelativeLayout>


MainActivity.java
package com.akexorcist.googlelocationapi;

import android.location.Location;
import android.support.v7.app.AppCompatActivity;
import android.os.Bundle;
import android.util.Log;
import android.widget.TextView;

import com.google.android.gms.common.ConnectionResult;
import com.google.android.gms.common.api.GoogleApiClient;
import com.google.android.gms.location.LocationAvailability;
import com.google.android.gms.location.LocationListener;
import com.google.android.gms.location.LocationRequest;
import com.google.android.gms.location.LocationServices;

public class MainActivity extends AppCompatActivity implements GoogleApiClient.ConnectionCallbacks,
        GoogleApiClient.OnConnectionFailedListener, LocationListener {
    private GoogleApiClient googleApiClient;
    private TextView textView;

    @Override
    protected void onCreate(Bundle savedInstanceState) {
        super.onCreate(savedInstanceState);
        setContentView(R.layout.activity_main);

        textView = (TextView) findViewById(R.id.text_view);

        // Create Google API Client instance
        googleApiClient = new GoogleApiClient.Builder(this)
                .addApi(LocationServices.API)
                .addConnectionCallbacks(this)
                .addOnConnectionFailedListener(this)
                .build();
    }

    @Override
    public void onStart() {
        super.onStart();

        // Connect to Google API Client
        googleApiClient.connect();
    }

    @Override
    public void onStop() {
        super.onStop();
        if (googleApiClient != null && googleApiClient.isConnected()) {
            // Disconnect Google API Client if available and connected
            googleApiClient.disconnect();
        }
    }

    @Override
    public void onConnected(Bundle bundle) {
        // Do something when connected with Google API Client

        LocationAvailability locationAvailability = LocationServices.FusedLocationApi.getLocationAvailability(googleApiClient);
        if (locationAvailability.isLocationAvailable()) {
            // Call Location Services
            LocationRequest locationRequest = new LocationRequest()
                    .setPriority(LocationRequest.PRIORITY_HIGH_ACCURACY)
                    .setInterval(5000);
            LocationServices.FusedLocationApi.requestLocationUpdates(googleApiClient, locationRequest, this);
        } else {
            // Do something when Location Provider not available
        }
    }

    @Override
    public void onConnectionSuspended(int i) {
        // Do something when Google API Client connection was suspended

    }

    @Override
    public void onConnectionFailed(ConnectionResult connectionResult) {
        // Do something when Google API Client connection failed

    }

    @Override
    public void onLocationChanged(Location location) {
        // Do something when got new current location
        textView.setText("Latitude : " + location.getLatitude() + "\n" +
                "Longitude : " + location.getLongitude());
    }
}


AndroidManifest.xml
<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<manifest xmlns:android="http://schemas.android.com/apk/res/android"
    package="com.akexorcist.googlelocationapi">

<uses-permission android:name="android.permission.ACCESS_FINE_LOCATION" />
<uses-permission android:name="android.permission.ACCESS_COARSE_LOCATION" />

    <application
        android:allowBackup="true"
        android:icon="@mipmap/ic_launcher"
        android:label="@string/app_name"
        android:theme="@style/AppTheme">
        <activity
            android:name=".MainActivity"
            android:label="@string/app_name">
            <intent-filter>
                <action android:name="android.intent.action.MAIN" />

                <category android:name="android.intent.category.LAUNCHER" />
            </intent-filter>
        </activity>
    </application>

</manifest>

สรุป

        สำหรับ Google Location Services API ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง API ที่แนะนำให้ลองใช้ เพื่อที่การทำงานของ Location Provider จะได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยที่ผู้ที่หลงเข้ามาอ่านไม่จำเป็นต้อง Handle เอง ซึ่งในบทความนี้จะเป็นการแนะนำวิธีการใช้งานเบื้องต้น ดังนั้นลองศึกษาเพิ่มเติมได้จาก Making Your App Location-Awar [Android Developer] เพื่อให้ใช้งาน Google Location Services API ได้ตรงกับงานของผู้ที่หลงเข้ามาอ่าน

        และก็อย่าลืมว่าอาจจะมีกรณีที่ Location Provider ไม่สามารถใช้งานได้ อาจจะเพราะปิดไว้อยู่ ก็ควรให้แอปพลิเคชันแจ้งผู้ใช้ด้วยว่าไม่สามารถใช้งานได้ และถ้าจะให้ดีก็ให้ผู้ใช้สามารถเปิดไปที่หน้าเปิดใช้งาน Location Provider ได้ทันที

        ในกรณีที่ Google API Client ไม่สามารถเชื่อมต่อได้ อาจจะเพราะมาจากเครื่องนั้นๆไม่มี Google Play Services (เครื่องที่ไม่มีนี่หายากมากเลยนะ) ดังนั้นในกรณีที่ใช้งาน Google Location Services API ไม่ได้ แอปพลิเคชันก็ควรจะต้องทำงานได้อยู่ อาจจะใช้คำสั่ง Location Provider ที่เขียนเองมาใช้งานแทน แต่ถ้าจะให้แนะนำก็ลองใช้ไลบรารีแทน BestLocationProvider-Android [GitHub]

คำศัพท์กันงง

        เนื่องจากมีคำหลายคำที่เจ้าของบล็อกใช้ในบทความนี้ อาจจะทำให้ผู้ที่หลงเข้ามาอ่านบางคนงงว่ามันคืออะไร ดังนั้นเจ้าของบล็อกจึงขออธิบายคำศัพท์เหล่านี้ให้เข้าใจมากขึ้นนะครับ

        Google Location Services API เป็น API จาก Google Play Services ที่ทาง Google ทำออกมาเพื่อให้เรียกใช้งาน Location Provider ได้สะดวกขึ้น
        Location Provider การเรียกใช้งานให้เครื่องค้นหาพิกัดของตัวเครื่อง (เรียกกันบ้านๆว่า GPS)
        Location Request  คลาสสำหรับกำหนดรูปแบบการทำงานของ Location Provider
        Location Services คลาสสำหรับสั่งให้ Location Provider ทำงาน
        Location Listener เป็น Event Listener สำหรับ Location Services

ดาวน์โหลดตัวอย่าง

        • Google Location API [Google Drive]
        • Google Location API [Sleeping For Less]




เหล่าพันธมิตรแอนดรอยด์

Devahoy Layer Net NuuNeoI The Cheese Factory Somkiat CC Mart Routine Artit-K Arnondora Kamonway Try to be android developer Oatrice Benz Nest Studios Kotchaphan@Medium Jirawatee@Medium Travispea@Medium